Wednesday, September 17, 2014

มุมมองการสร้างธุรกิจต่อ SME กับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน


มุมมองของ ดร.ภาณุ ลิมมานนท์ ของ SMEs กับ AEC ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
มุมมองของผม ผมมีอยู่ 5 มุมมองด้วยกัน ที่อยากจะนำเสนอให้กับทาง SMEs ได้เห็นภาพว่า เรากำลังจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ควรจะมีวิธีการในการเข้าใจและปรับตัวอย่างไร อย่างแรกเลย เราน่าจะหา คุณค่าร่วมกัน (Common Values) หรือสิ่งที่เป็นมูลค่าหรือคุณค่าร่วมกันที่มีอยู่ในแต่ละประเทศ ผมรู้ว่ามันยากนะครับ ในจุดตรงนี้เหมือนกับว่ารัฐจะต้องให้ความสำคัญไม่เพียงแต่การสนับสนุนในเรื่องงบประมาณ แต่อาจจะต้องมองในเรื่องของให้เกิดความเข้าใจว่าการเคลื่อนย้ายทุน กำลังทุนและกำลังคนที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต มันอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นภายใน 4-5 ปี แต่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากนั้นก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้องตระหนักถึงก็คือ ทุกคนมีมุมมองที่จะนำเสนอสินค้าของประเทศตัวเอง อย่างประเทศเราเรียกว่า โอทอป (OTOP) แต่เราก็ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่เราตั้งธงเพื่อจะขาย เราไม่ได้ขายในมุมที่จะให้เกิดผลประโยชน์แค่ประเทศเราประเทศเดียว เราอาจจะต้องมีมุมที่เราต้องมองภาพรวมว่า ในแต่ละประเทศที่อยู่ในวงของเรา มีประเทศไหนบ้างที่เราสามารถที่จะหาความร่วมมือ การสนับสนุน หรือแม้กระทั่งหามูลค่าร่วมกัน ได้ เพราะว่า ในแง่ของการมองต้องมีการปรับมุมมอง ซึ่งผมว่าต้องใช้เวลา แต่ก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงนะครับ ที่ให้ SMEs ในแต่ละประเทศของเรา 1.5 ล้านราย ประเทศอื่นอย่างอินโดนีเซียอาจจะมีไม่ต่ำกว่า 2-3  ล้าน หรือแม้กระทั่งประเทศมาเลเซีย หรือประเทศบรูไน ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเขาอาจจะมีความได้เปรียบในด้านภาษา นั่นคือประเด็นที่สามารถแก้ไขกันได้ แต่การหาคุณค่าร่วมกัน (Common Values) ด้วยกัน มันเป็นตัวหลักที่จะเป็นเศรษฐกิจที่จะขับเคลื่อนที่เรามองเป็น  “One Country One Regional” เพราะฉะนั้นสินค้าเราอาจจะต้องมีการปรับ ให้เกิดความร่วมมือ สร้างคุณค่าเพิ่ม เพื่อที่จะให้คนใน 10 ประเทศ มองเห็นภาพและก็มองไปในมุมของ AEC ที่มองไปในแง่แข่งขันกับประเทศจีน ในประเทศประชาคมเศรษฐกิจยุโรป EU อาฟต้า (AFTA) หรือในมุมของประเทศสหรัฐอเมริกา หรืออเมริกาเหนือ
อันที่สอง ก็คือ ต้องหาความแตกต่าง (Differentiation) ที่ร่วมกันได้ เพราะว่าจุดตรงนี้เป็นจุดคาแรกเตอร์ของแต่ละประเทศ เพราะฉะนั้นภูมิปัญญาที่เราเห็นวันนี้ เราจะเห็นอย่างชัดเจนนะครับว่า แต่ละประเทศจะมีภูมิปัญญา ประเทศไทยเรามีภูมิปัญญาที่เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ล่ะครับเราจะต้องหาความแตกต่างที่ใส่เข้าไปในตัวผลิตภัณฑ์หรือตัวสินค้าหรือบริการที่เรากำลังจะทำขึ้น เราจะหาความแตกต่างในเรื่องของตัวสินค้าในเรื่องของตัวบริการหรือแม้กระทั่งตัวโมเดลทางธุรกิจ (Business Model) ที่เรากำลังจะทำในลักษณะ “One Country One Regional”
อันที่สามคือ การใช้ประโยชน์ของทรัพยากรที่มีอยู่ อันนี้จำเป็นมาก เพราะว่าความได้เปรียบของเรามีความได้เปรียบเยอะมาก และเนื่องจากเราไม่ได้มีธุรกิจอยู่บนพื้นฐานหลักๆ แค่ตัวสินค้า เรายังเป็นประเทศที่เรามีความได้เปรียบในเรื่องของการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่เราใช้ประโยชน์ของสิ่งที่เรามีอยู่ ในขณะที่ประเทศอื่นไม่มี แต่อย่างไรก็ตามการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรที่มีอยู่วันนี้ เช่น การขับเคลื่อนของแรงงาน เราจะเห็นเลยว่า มีแรงงานรอบๆ ประเทศเราไม่ว่าจะเป็นพม่า กัมพูชา ลาว มีการขับเคลื่อนที่สูงมากในการที่จะเข้ามาหางาน ดูเหมือนว่าจะมาแย่งงานเรานะ แต่จริงๆ แล้วมันก็เป็นประเด็นเหมือนกันนะ ว่าเหมือนกับเราไปทำงานที่ยุโรป อเมริกา เขาก็มองว่าเราเหมือนไปแย่งงานเขา แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ เพราะมันจะมีงานบางงานที่คนในท้องถิ่นหรือคนในประเทศนั้นไม่ทำ  ก็จะให้คนที่เขาอยู่อีกประเทศหนึ่งที่เขาอาจจะมีค่าครองชีพ หรือว่าเขายังไม่พร้อม เขาเข้ามาเก็บเกี่ยว เขาเข้ามาอยู่ เพราะฉะนั้นเราเองก็มีอย่างนี้ เราก็จำเป็นที่จะต้องใช้ทรัพยากรที่อยู่อย่างเป็นประโยชน์ให้ได้มากที่สุด เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
อันที่สี่ ที่ผมคิดว่าจำเป็นมาก คือ บางทีเราต้องเริ่มมองแล้วว่า การหาพันธมิตรเป็นกลุ่มร่วมกันทำ ซึ่งจำเป็น เพราะฉะนั้นผมไม่อยากมองว่า ปลาใหญ่ กินปลาเล็ก การรวมบริษัทกันหรือการรวมกันของบริษัทใหญ่เพื่อไปซื้อบริษัทเล็ก หรือเราไปซื้ออีกบริษัทหนึ่ง แต่ผมมองว่า การมีพันธมิตรที่อยู่บนพื้นฐานของการทำผลิตภัณฑ์หรือโนว์ฮาว (Know-how) ที่ใกล้เคียงกัน อันนี้เป็นความช่วยเหลือที่ทางรัฐต้องเข้ามาช่วย หน่วยงานทางภาคเอกชนอย่างแบงก์ อย่างธนาคารหรือหน่วยงานองค์กรอิสระ อาจจะต้องเข้ามาสนับสนุนให้เกิดประเด็นการทำเหมือนที่เราเรียกว่า แมทชิ่ง (Matching) การจับคู่กันของคู่ธุรกิจ ที่มีคุณค่าร่วมกัน (Common Values) อาจจะมีความแตกต่างในการทำธุรกิจในแต่ละประเทศ แต่ว่ามารวมกันแล้ว เราอาจจะใช้ประโยชน์ของทรัพยากรเหมือนกัน เมื่อเราหาพันธมิตรได้แล้ว เราอาจจะต้องทำข้อหนึ่งถึงข้อสามได้เลย
สุดท้ายคือใช้เรื่องของ ประโยชน์ทางการตลาดสมัยใหม่ (Modern Marketing) วันนี้เรามี Social Media, Social Network เรามีสังคมชุมชนเครือข่าย เพราะฉะนั้นเรากำลังพูดถึงอะไรครับ วิทยุใช้เวลา 38 ปี เพื่อให้มีผู้ฟัง 50 ล้านคน โทรทัศน์ใช้เวลา 13 ปี เพื่อจะได้ผู้ชม 50 ล้านคน ในขณะที่อินเตอร์เน็ตใช้เวลาแค่ 4 ปี เท่านั้น ในการเพื่อให้ถึง 50 ล้านคน แต่เฟสบุ๊คใช้เวลาแค่ 2 ปี ได้ผู้มาใช้ถึง 850 ล้านคน และทุกเดือนจะมีเว็บไซต์ถึง 1 ล้านเว็บไซต์ ที่ร่วมกับเฟสบุ๊ค เพราะฉะนั้นวันนี้เราอยู่แต่ละประเทศ เราก็สามารถที่จะใช้ประโยชน์ของเครื่องมือสื่อสารทางการตลาดสมัยใหม่นี้ได้ และความสำคัญนี้ เป็นความสำคัญที่ผมเห็นว่า SMEs ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องอยู่กับคนรุ่นใหม่นะครับ  SMEs ที่เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้าน SMEs ที่เป็นธุรกิจที่ยังเป็นบ่มเพาะความคิดอยู่ สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้ท่านเห็นโอกาสที่จะพัฒนาสิ่งที่เป็นอยู่ เพื่อตอบโจทย์ในการที่เราจะร่วมกัน วันนี้เรากำลังร่วมกันกับ AEC เพื่อให้เกิดพลัง สร้างกำลัง ให้เป็นพลัง เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมมองว่ามีอยู่ 4-5 ข้อด้วยกัน ที่ผมจะสรุปให้ฟังคือ
1. ต้องหาคุณค่าร่วมกัน
(Common Values) อะไรที่เป็นมูลค่าร่วมกัน คุณค่าร่วมกัน
2. หาความแตกต่างที่ร่วมกันได้ ในลักษณะที่เป็น
“One Country One Regional”
3.
ใช้ประโยชน์ของทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งของในประเทศเราและ AEC
4.
หาพันธมิตรเป็นกลุ่มก้อน เราจำเป็นที่อาจจะต้องมีความร่วมมือบนพื้นฐานของพันธมิตรด้วยกัน
5. การใช้ประโยชน์ของการตลาดสมัยใหม่และสังคมชุมชนเครือข่าย
(Social Media Network) ตามที่ผมอธิบายไปแล้วครับ

No comments:

Post a Comment